Where is the farest can I ride?เราจะปั่นไปไกลสุดได้แค่ไหน..??
ในสมัยตอนที่ยังเป็นเด็กอยู่นั้น ปรกติผมเองก็ชอบปั่นจักรยานเที่ยวกับเพื่อนๆ แถวบ้านที่ จ.ระยอง เป็นประจำอยู่แล้ว
จักรยานในที่ใช้ในตอนนั้น ก็เป็นจักรยาน BMX ธรรมดา ราคา 700 – 1,000 บาท ผมมักจะปั่นไปบ้านย่าที่อยู่ห่างจากบ้านพ่อ 3 กิโลเมตร เป็นประจำ
พอนานเข้าเส้นทางการปั่นเที่ยวก็ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ หลายสถานที่ๆ ที่ไป
ต้องแอบไปเพราะกลัวแม่ดุเอา 555
ระยะทางที่ปั่นไกลสุดในตอนนั้น คือ ปั่นไปถนนเรียบชายทะเลที่สวยงามและยาวที่สุดในประเทศไทย
ที่มีชื่อว่า ถนน เฉลิมบูรภาชลทิศ
ในตอนนั้นได้ปั่นจักรยานไปจนถึงช่วงถนนที่เป็นรอยต่อของ จ.ระยอง กับ จ.จันทบุรี
เป็นช่วงเวลาตอนเที่ยงพอดีแสงแดดร้อนมาก แรงก็หมดแล้ว จึงได้เงยหน้ามองไปที่ป้ายบอกกทาง ถึงได้รู้ว่าว่าถนนเส้นนี้ มีความยาวเชื่อมต่อ ตั้งแต่ จ.ตราด จ.จันทบุรี จ.ระยอง ไปสุดที่ จ.ชลบุรี รวมประมาณ 300 กิโลเมตร
ตลอดเส้นทางจะผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
รวมถึงสะพานและชายหาดที่มีชื่อเสียงต่างๆ อีกมากมาย
ในระหว่างที่ยืนตากแดดเหงื่อท่วมอยู่นั้น ก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจ ว่า..
ถ้าวันนึงเราปั่นจักรยานตั้งแต่ต้นทางที่จังหวัดตราดไปจนสุดสายที่จังหวัดชลบุรีได้ มันคงจะบ้าน่าดู.. อายุตอนนั้น น่าจะประมาณ 13 ปี เห็นจะได้
จักรยานในที่ใช้ในตอนนั้น ก็เป็นจักรยาน BMX ธรรมดา ราคา 700 – 1,000 บาท ผมมักจะปั่นไปบ้านย่าที่อยู่ห่างจากบ้านพ่อ 3 กิโลเมตร เป็นประจำ
พอนานเข้าเส้นทางการปั่นเที่ยวก็ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ หลายสถานที่ๆ ที่ไป
ต้องแอบไปเพราะกลัวแม่ดุเอา 555
ระยะทางที่ปั่นไกลสุดในตอนนั้น คือ ปั่นไปถนนเรียบชายทะเลที่สวยงามและยาวที่สุดในประเทศไทย
ที่มีชื่อว่า ถนน เฉลิมบูรภาชลทิศ
ในตอนนั้นได้ปั่นจักรยานไปจนถึงช่วงถนนที่เป็นรอยต่อของ จ.ระยอง กับ จ.จันทบุรี
เป็นช่วงเวลาตอนเที่ยงพอดีแสงแดดร้อนมาก แรงก็หมดแล้ว จึงได้เงยหน้ามองไปที่ป้ายบอกกทาง ถึงได้รู้ว่าว่าถนนเส้นนี้ มีความยาวเชื่อมต่อ ตั้งแต่ จ.ตราด จ.จันทบุรี จ.ระยอง ไปสุดที่ จ.ชลบุรี รวมประมาณ 300 กิโลเมตร
ตลอดเส้นทางจะผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
รวมถึงสะพานและชายหาดที่มีชื่อเสียงต่างๆ อีกมากมาย
ในระหว่างที่ยืนตากแดดเหงื่อท่วมอยู่นั้น ก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจ ว่า..
ถ้าวันนึงเราปั่นจักรยานตั้งแต่ต้นทางที่จังหวัดตราดไปจนสุดสายที่จังหวัดชลบุรีได้ มันคงจะบ้าน่าดู.. อายุตอนนั้น น่าจะประมาณ 13 ปี เห็นจะได้
ปี 2555 ได้ย้ายลงมาอยู่ จ.สตูล ทำงานอยู่ 3 ปี เก็บเงิน เพื่อจะซื้อจักรยาน ได้ 20 แบบ ดูซ้ำไปซ้ำมาเป็นเดือน คัดจนเหลือ 5 แบบ คัดเรื่องสีและความแข็งแรง ตลอดจนประเมินว่าถ้าเกิดความเสียหายในอนาคตสามารถซ่อมแซมเองได้หรือไม่ ในที่สุดก็เหลืออยู่ แบบเดียว คือ
จักรยาน MERIDA REACTO 5000 (CARBON) 2015 ราคา 65,000 บาท ตอนนั้น ไม่รู้เลยว่าจักรยานรุ่นไหนเป็นที่นิยม รุ่นไหนดัง รุ่นไหนได้แชมป์โลก และไม่เคยปรึกษาใครทั้งสิ้น รู้อยู่อย่างเดียวว่า คันนี้แหระ ..ใช่
..หลังจากที่ไปดูตัวจักรยานจริงๆ ที่ร้านโต้งจักรยานสงขลา
ครั้งแรก สิ่งที่เกิดขึ้นในใจทันทีที่เห็นจักรยาน คือ มันสวยกว่าในรูป และเหลือแค่ คันเดียว..!!
พอได้ทดลองปั่นครั้งแรกที่หน้าร้าน สัมผัสได้เลยว่ามันเบามาก มันเหมือนขี่ม้าพยศ
แฮนมันลื่นมากจะเลี้ยวลงข้างทางชะให้ได้
พอมาถึงตอนล้วงเงินออกจากกระเป๋ากางเกงเพราะจะจ่ายเป็นเงินสด มือกับขาก็เกิดอาการสั่นขึ้นมาทันที เพราะนึกถึงช่วงเวลาตอนเก็บเงิน กว่าจะได้เงินมา เพื่อจะมาซื้อจักรยานคันเดียว ก่อนจ่ายเงินก็นั่งคิดอยู่ช่วงเวลานึง จะเอาดี ไม่เอาดี เกิดอาการอยากได้ แต่ก็เสียดายเงินที่อุส่าห์เก็บมา สุดท้ายต้องกัดฟันจ่ายเงินไป
พอจ่ายเงินไปตัวนี่เบาหวิวเหมือนคนไม่มีแรงแหลือเลย
หลังจากนำจักรยานกลับมาป้าน จึงได้ค้นประวัติเพิ่มเติมว่า
แบรนด์ MERIDA มีประวัติยังไงบ้าง พอค้นดู ก็ตกใจว่า ทีม Lamper เคยใช้ปั่นคว้าแชมป์โลกจักรยานเสือหมอบ World Champion 2013 มาแล้ว
หันกลับไปดูจักรยานที่ซื้อมา สุดยอดจริงๆ (ลองเอาภาพเทียบกันดู อย่างฮา)
คนเพิ่งเริ่มฝึกปั่นจักรยาน
Rui costa แชมป์โลก 2013
หลังจากที่ได้จักรยานมาก็เริ่มฝึกปั่น วันแรกปั่นไปสนามกีฬาจังหวัดสตูล ไปกลับประมาณ 3 กิโลเมตร เพื่อลองเช็คระดับความสูงอานและฝึกใช้เกียร์ รู้สึกว่า ไม่เหนื่อยเลยชักนิดอะไรมันจะเบาขนาดนั้น
วันที่สองเอาใหม่คราวนี้ปั่นไปท่าเรือตำมาลังเป็นท่าเรือสำคัญที่ใช้ขึ้นเรือไปเกาะกาลังกาวี ประเทศมาเลเชีย ทดสอบปั่นสุดกำลัง กับระยะทางไปกลับรวม 16 กิโลเมตร ขาไป ปั่นสุดกำลัง ความเร็วอยู่ที่ 17-18 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ไปถึงท่าเรือจอดจักรยานปุ๊บ หน้ามืดเวียนหัวต้องรีบนั่งกับพื้น
หายใจแทบไม่ทัน อ้วกแทบแตก เหนื่อยสุดๆ จริงๆ อะไรมันจะขนาดนั้น วันนั้นโชคดี ไม่มีใครปั่นจักรยานไปช่วงนั้นพอดี ไม่งั้นหน้าแตกยับ (ฮะๆๆ) กลับมาบ้านต้องพักฟื้น 3 -4 วัน ถึงจะมีแรงปั่นต่อ
ภาพวันแรกที่ไปถึงท่าเรือตำมาลัง มีรูปปั่นปลาการตูนเป็นสัญญาลักษณ์
ที่เห็นนั่งแก๊กท่าอยู่ในรูปนั้น จริงๆ แล้วคือ ยังลุกเดินไม่ไหว (ฮะๆๆ)
พอแรงพื้น ก็เริ่มปั่นไปท่าเรือตำมาลังใหม่ คราวนี้ปั่นเรื่อยๆ ตามกำลังที่มี
พอไปถึงก็พบกลุ่มจักรยานกลุ่มใหญ่มีตั้งแต่ช่วง อายุ 20 – 70 ปี มักจะปั่นมาชุมนุมกันที่ท่าเรือแห่งนี้ในช่วงเวลาประมาณ 5-6 โมงเย็นของทุกวัน และ
ได้พบกับ น้าชัยรัตน์ อรุณ์ หลังจากสอบถามพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ผมก็เขาเข้าร่วมกลุ่ม โดยมี น้าชัยรัตน์ฯ และ
อาจารย์ สุทิน แต้มแก้ว เป็นผู้นำกลุ่มในเวลานั้น
ต่อมา กลุ่มจักรยานอันดามันสตูลก็ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในทั้งหมด
กลุ่มจักรยานอันดามัน 2558
ยกระดับขึ้นเป็น ชมรมจักรยานอันดามันสตูลรุ่นที่ 1
ชมรมจักรยานอันดามันสตูล 2559
นำโดย อาจารย์ สุทินฯ เป็นประธานชมรม และน้าชันรัตน์ฯ เป็นรองประธาน
ส่วนผมได้รับเลือกให้เป็นเลขาชมรม มีกำหนดเวลา 2 ปี









ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น